Web3 Daily
Web3 DailyMarket

ตลาดคริปโตร่วงหนักเดือนมิถุนายน 2026: Bitcoin หลุด 65,000 ดอลลาร์ เกิดอะไรขึ้น

เจาะลึกแรงเทขายครั้งใหญ่ที่ฉุด Bitcoin ลงต่ำกว่า 65,000 ดอลลาร์ พร้อมกระแสเงินไหลออกจาก ETF ที่ทำสถิติ และปัจจัยมหภาคที่นักลงทุนต้องจับตา

ตลาดคริปโตร่วงหนักเดือนมิถุนายน 2026: Bitcoin หลุด 65,000 ดอลลาร์ เกิดอะไรขึ้น

ต้นเดือนมิถุนายน 2026 กลายเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่งของตลาดคริปโตในรอบปี เมื่อราคา Bitcoin หลุดแนวรับสำคัญที่ 65,000 ดอลลาร์ลงมา และจุดชนวนการบังคับขาย (liquidation) สถานะที่ใช้เลเวอเรจมูลค่ากว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว แรงขายไม่ได้กระทบเฉพาะเหรียญหลัก แต่ลามไปยังเหรียญขนาดเล็กและเหรียญเก็งกำไรที่ปรับตัวลงรุนแรงกว่ามาก

ภาพรวมราคาล่าสุด

ขณะนี้ Bitcoin เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 63,400 ดอลลาร์ ซึ่งยังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 20, 50, 100 และ 200 วันได้ ทำให้แนวโน้มระยะสั้นยังพอมีสัญญาณบวกหลงเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ต้นปี Bitcoin ปรับตัวลงไปแล้วราว 30 เปอร์เซ็นต์ และการลงครั้งนี้เร่งตัวขึ้นชัดเจนในช่วงต้นเดือนมิถุนายน

ฝั่ง Ethereum ก็ถูกกดดันไม่แพ้กัน ราคาปรับตัวลงจากระดับเหนือ 2,000 ดอลลาร์ มาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,650 ดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงขายครอบคลุมทั้งตลาด ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เหรียญใดเหรียญหนึ่ง

กระแสเงินไหลออกจาก ETF ทำสถิติ

หนึ่งในสัญญาณที่น่ากังวลที่สุดคือกระแสเงินไหลออกจากกองทุน Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งเผชิญการไหลออกต่อเนื่องยาวนานถึง 13 วันทำการในช่วงต้นเดือน คิดเป็นเม็ดเงินสุทธิที่ไหลออกราว 4.4 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นหนึ่งในการถอนทุนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเหล่านี้เปิดตัว

ส่วนกองทุน Ethereum ETF ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยมีเงินไหลออกไม่น้อยกว่า 241 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว และมากกว่า 712 ล้านดอลลาร์ในรอบสามสัปดาห์

ปัจจัยมหภาคที่อยู่เบื้องหลัง

ภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาด นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความคาดหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ยังคงมีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม นอกจากนี้ ในวันที่ 1 มิถุนายน ยังมีกระแสข่าวลือว่าผู้เล่นรายใหญ่รายหนึ่งได้ขาย Bitcoin ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของตลาดที่อ่อนไหวอยู่แล้ว

ในภาวะที่ความผันผวนสูง การบริหารความเสี่ยงและการจัดสรรเงินลงทุนอย่างมีวินัยสำคัญยิ่งกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดให้แม่นยำ

นักลงทุนควรจับตาอะไรต่อจากนี้

สิ่งที่ควรติดตามคือทิศทางการประชุมของ Fed และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะออกมา รวมถึงว่ากระแสเงินไหลออกจาก ETF จะชะลอตัวหรือกลับทิศเป็นไหลเข้าได้เมื่อใด หากแนวรับทางเทคนิคบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวยังยืนได้ ก็ยังมีโอกาสที่ตลาดจะตั้งฐานใหม่ แต่หากหลุดลงไป ความผันผวนรอบใหม่ก็อาจตามมา การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องอาศัยความระมัดระวังและมุมมองระยะยาวเป็นสำคัญ